Posts Tagged ‘ไบโอฮาสซาต’

Biohazard Darkside Chronicle

November 23rd, 2009

Biohazard Darkside Chronicle

Biohazard Darkside Chronicle คืออีกหนึ่งความพยายามของ Capcom ในการนำซีรี่ส์ไบโอมาสู่เครื่อง Wii ในรูปแบบที่น่าจะเหมาะที่สุดสำหรับ Wii Mote หลังจากที่ภาคแรก Umbrella Chronicle ประสบความสำเร็จเกินคาดด้วยยอดขายหลักล้าน ทำให้ภาคนี้ถูกนำเสนอในรูปแบบที่ชัดเจนขึ้น ทั้งในส่วนของทุนสร้าง, การออกแบบการเล่น และองค์ประกอบอื่นๆ

สำหรับภาคที่สองในซีรี่ส์ Chronicle ภาคนี้ แบ่งเนื้อเรื่องออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือเนื้อเรื่องเก่าอย่างภาค 2 และ Code Veronica กับเนื้อเรื่องใหม่ Operation Javier ซึ่งเนื้อเรื่องได้แบ่งออกเป็นตามลำดับดังนี้

Operation Javier 1
Biohazard 2
Operation Javier 2
Biohazard Code Veronica
Operation Javier 3

สิ่ง นึงที่แตกต่างจากภาค Umbrella Chronicle อย่างชัดเจนที่สุด ก็คือการออกแบบใหม่ ทั้งในส่วนของเนื้อเรื่อง, เหตุการณ์, ดนตรีประกอบ, หรือแม้แต่กราฟฟิค ที่ได้รับการสรรสร้างขึ้นมาใหม่ ในขณะที่ภาคก่อนเลือกที่จะใช้การ Recycle กราฟฟิคบางส่วน ทำให้ภาค Dark Chronicle ภาคนี้มีความลงตัวมากขึ้นเพราะเหตุการณ์ในเกมไม่ได้จำเป็นต้องไปเป็นตามฉาก ที่ถูกนำมาใช้ใหม่ แต่เป็นการเลือกที่จะเล่าในส่วนที่ทางทีมงานต้องการจะเล่าจริงๆ

ความประทับใจของการเล่นเกมนี้ขอเล่าแยกออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือเนื้อเรื่องเก่า ที่เรียกได้ว่าแฟนๆไบโอต้องชอบอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสองภาคที่มีบรรยากาศเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากที่สุด สำหรับภาคสองเนื้อเรื่องหลักเน้นไปที่การเล่นคู่กันของแคลร์และลีออน โดยการพบกับตัวละครเสริมระหว่างทางอย่าง Ada, Sherry, Ben, Brian และ Annete นั้นจะเจอพร้อมกัน เป็นการนำเนื้อเรื่องทั้ง 4 แบบของไบโอ 2 มาเล่าใหม่ในเวอร์ชั่นเนื้อเรื่องเดียวไม่แยกตัวละคร มุมมองหลักของภาคนี้มองผ่านมุมมองของแคลร์เป็นหลัก เนื้อเรื่องของเกมภาคนี้เรียกได้ว่าถูกตัดไปเยอะมากเลยทีเดียว แต่ก็ยังคงส่วนสำคัญๆไว้ครบ

น่าเสียดายที่ความพยายามเล่าเรื่องที่อยากจะให้กระชับมากเกินไป ทำให้การตัดต่อเนื้อเรื่องดูไม่ต่อเนื่องในบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้เล่นที่ผ่านประสบการณ์ไบโอมาแล้ว อาจจะรู้สึกติดขัดบ้างบางครั้ง ทั้งๆที่เกมนี้ทำออกมาได้ดีจนเกือบจะเป็นภาครีเมคของภาคสองเลยก็ว่าได้ ยิ่งช่วงท้ายกับจังหวะการสู้บอส เนื่องจากภาคสองเป็นหนึ่งในภาคที่มีตัวละครระดับบอสโผล่บ่อยที่สุด ทำให้ตอนท้ายของเกมนี้ดำเนินเรื่องเร็วจนรู้สึกได้ว่า มันจะรีบไปไหน

ส่วน ภาค Code Veronica นั้นก็เป็นสไตล์เดียวกับภาคสอง คือนำเนื้อเรื่องมายุบรวมผ่านมุมมองตัวละครตัวเดียว (ภาคนี้ก็ยังเป็นแคลร์อยู่นั่นแล่ะ) หากให้เทียบกับภาคสองแล้ว รู้สึกได้ว่า Code Veronica ทำออกมาได้ดีกว่ามาก ทั้งในส่วนของการสร้างบรรยากาศและการเล่าเรื่อง โดยเฉพาะเหตุการณ์ช่วงเกาะ Rockford ทำออกมาให้อารมณ์ค่อนข้างครบ พร้อมทั้งยังเสริมในส่วนของวิธีการเล่าเรื่องแบบใหม่ในบางจุด สถานที่สำคัญ เหตุการณ์ และตัวละครที่ปรากฏ มีความสมบูรณ์มาก แม้ว่าเหตุการณ์ช่วงตะลุยขั้วโลกใต้จะรวบรัดมากไปหน่อยก็ตาม

เนื้อเรื่องทั้งสองส่วนใช้ดนตรีประกอบของภาคเก่ามาดัดแปลงใหม่ ทั้งเวอร์ชั่นบรรเลงช้าๆตามแนวเกมสยองขวัญ หรือแนวตื่นเต้นระทึกตามแนวเกมชู้ตติ้ง จุดนี้ถือเป็น Fan Service แบบสุดๆ และเข้ากันได้ดีกับบรรยากาศเกมค่อนข้างมาก วิธีการเล่นถูกปรับเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ แน่นอนว่าไม่มีการพูดถึงปริศนาใดๆ เน้นไปที่การเดินผ่านจุดสำคัญเป็นหลัก (Code Veronica มีปริศนาให้นิดนึง พอหอมปากหอมคอ) ที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนทั้งในส่วนของสถานที่และวิธีการสู้บอส ที่เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะเป็นยังไงคงต้องให้ไปเล่นกันเอง แต่ส่วนตัวแล้วค่อนข้างชอบเลยทีเดียว :D

สำหรับเนื้อเรื่องส่วนที่สอง Operation Javier ถูกนำมาเล่าคั่นสลับกับเนื้อเรื่องเก่า ผ่านมุมมองของ Leon ด้วยความพยายามเชื่อมต่อในการเล่าย้อนไปยังเหตุการณ์ที่ทำให้เค้าต้องเข้ามา พัวพันกับ Operation ครั้งนี้ (Biohazard 2) และที่มาของเชื้อต้นเหตุของ Operation Javier (Biohazard Code Veronica)

ตัวละครหลักของ Operation Javier คือ Leon และ Krauzer เหตุการณ์ของเกมก็ง่ายๆคือ ทั้งสองบุกตะลุยไปยังอเมริกาใต้ ที่ซึ่งมีข่าวว่าเชื้อไวรัสได้ถูกนำมาแพร่กระจายจนก่อให้เกิด Outbreak ในหมูบ้าน โดยผู้ที่เป็นต้นตอสำคัญคือผู้มีอิทธิพลนามว่า Javier, โดยระหว่างทางทั้งคู่ได้เจอกับเด็กสาวลึกลับ Manuela

เนื้อเรื่อง Operation Javier ไม่ได้มีความลึกลับซับซ้อนมากมายนัก และถ้าหากเอาเนื้อเรื่องที่แยกเล่ามารวมกันก็น่าจะได้ความยาวพอๆกันกับภาค 2 หรือ Code Veronica และน่าเสียดายว่าเหตุการณ์เกี่ยวกับ Krauzer ที่ผู้เล่นคงอยากจะรู้ว่าที่มาที่ไปของเค้าเป็นยังไงจึงทำให้ไปลงท้ายในภาค 4 กลับไม่ได้ถูกเล่าอะไรเลย โฟกัสสำคัญกลับไปตกอยู่ที่การแพร่กระจายของเชื้อในหมู่บ้าน และการทำงานร่วมกันระหว่าง Leon กับ Krauzer เสียมากกว่า แม้แต่จุดไคลแมกซ์ของเนื้อเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรมากเป็นพิเศษ และเป็นมุขที่ Capcom นำมาใช้เล่ากับเกมซีรี่ส์ไบโออยู่บ่อยๆ จนบางทีก็เริ่มรู้สึกเบื่อแล้วเหมือนกัน นี่ยังไม่เล่าถึงบางจุดของเกมที่เรียกได้ว่า หลุดจากความเป็นไบโอไปเลยนะ หากจะให้พูดตรงๆ ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกประทับใจกับเนื้อเรื่องในส่วนนี้มากนัก กลับกันการได้กลับไปเล่นฉากเก่าๆในภาค 2 หรือ Code Veronica ดันกลับสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ได้มากกว่าอีก

ระบบการเล่น ทั้งหมดต่อเนื่องกัน กระสุนและอาวุธที่เก็บได้ระหว่างทางสามารถเก็บเป็นเสบียงไว้ใช้ในเนื้อ เรื่องต่อไปได้ มีระบบอัพเกรตอาวุธตามแนวทางของไบโอ 4 คือการอัพทั้งในส่วนของความแรก, ความเร็วในการรีโหลด, จำนวนกระสุนที่บรรจุ แต่จะมีเพิ่มขึ้นมาคือความแรงที่จะชะงักศัตรู ซึ่งทั้งหมดนี้อัพได้เหมือนกันหมดกับอาวุธทุกชิ้น โดยแต้มที่ใช้อัพก็เก็บระหว่างการเล่นนั่นแล่ะ แต่การเล่นจบรอบแรกคงไม่สามารถทำให้เราเก็บแต้มได้มากพอที่จะอัพทั้งหมดจน เต็มได้แน่นอน อย่างน้อยที่สุดอาจจะต้องอาศัยการเล่นสองรอบ
โหมดความ ยากแบ่งออกเป็น ง่าย, ปานกลาง, ยาก แต่แม้แต่ในระดับความยากปานกลางนั้น ผู้เล่นอาจจะรู้สึกว่าง่าย เพราะที่เติมพลังที่มีให้ค่อนข้างเยอะ บวกกับระบบคืนชีพอัตโนมัติหากเก็บสเปรย์ติดตัวไว้ (ซึ่งรอบนึงจะเก็บได้แค่อันเดียวเท่านั้น) ทำให้การเล่นครั้งแรกของผมซึ่งเล่นโคออปกับน้องสามารถเล่นได้ผ่านฉลุยแบบที่ ไม่ต้องมารีเซทใหม่เลย (ทั้งๆที่เล่นเกมกากทั้งคู่) หากใครต้องการความท้าทาย ส่วนตัวแนะนำให้ลอง Hard เลยจะเหมาะกว่า

ความเร็วของเกมเรียกได้ว่าค่อนข้างช้าถึงช้ามาก ตัวละครไม่ใช่แค่เดินธรรมดา เพราะบางจุดมันแทบจะค่อยๆย่างเลยก็ว่าได้ ตรงนี้อาจจะสร้างความรำคาญให้หลายๆคนได้เลยทีเดียว จนทำให้เรียกได้ว่าเกือบครึ่งนึงของเกม เสียเวลาไปกับการดูตัวละครเดินและชมฉาก กลายเป็น Biohazard Guide Tour เสียมากกว่าเกมยิงแท้ๆแบบเกมอื่น รูปแบบการเล่นเน้นไปที่การยิงๆๆๆๆๆๆ และยิง จนทำให้เกือบหลับได้ในบางที จะน่าตื่นเต้นจริงๆคงเป็นส่วนของการสู้บอส การออกแบบปุ่มทั้งในส่วนของการยิง, เปลี่ยนกระสุน, เพิ่มพลัง ทำออกมาได้พอดีเป้ะๆ ใช้งานสะดวก เล่นง่าย ถ้าเกมถูกอัพสปีดขึ้นมาบ้างในส่วนของการเล่นปกติคงจะดีกว่านี้ไม่น้อย

กราฟฟิคเกมนี้ทำได้ค่อนข้างสวย แม้ว่าโดยรวมยังคงไม่ค่อยเหมาะกับการเล่นบนจอ HDTV เหมือนเกม Wii ทั่วไป (เพราะภาพแตกมาก T_T) รวมถึงโมเดลตัวละครเอกที่ค่อนข้างเหลี่ยมและไม่ละเอียด แต่ก็ได้ฉาก, ศัตรู และบรรยากาศมาช่วยกลบเกลื่อนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโมเดลบอส ที่น่าแปลกใจคือกราฟฟิคของเนื้อเรื่องเก่าอย่างภาค 2 และ Code Veronica กลับให้ความรู้สึกที่ละเอียดและสวยกว่าเนื้อเรื่อง Operation Javier ซึ่งไม่แน่ใจว่าส่วนนึงเพราะ Operation Javier เป็นเหตุการณ์ในที่แจ้งด้วยมั้ยนะ อ้อ เกมนี้ CG เยอะเหมือนกันนะ ออกแนวสไตล์เกมสมัยก่อนที่ใช้ CG เล่าเหตุการณ์ช่วงสำคัญๆ สวยดี แต่รู้สึกไม่ค่อยจำเป็นยังไงก็ไม่รู้

เล่นจบทั้งหมดใช้เวลาประมาณวันนึง (มีงีบหลับประมาณ 2-3 ครั้งเนื่องจากเกมตื่นเต้นจัด) จบแล้วยังมีในส่วนของ Archive ที่ไว้สะสม โมเดลตัวละคร, รายละเอียดเนื้อเรื่อง, มูวี่, เพลงประกอบ ซึ่งแน่นอนว่าคงต้องมีการเล่นซ้ำเพื่อเก็บให้ครบ อ้อ มี Online Ranking ไว้เทียบคะแนนสะสมกับเพื่อนๆด้วยนะ

สรุปแล้วความประทับใจค่อนข้างผสม มีทั้งส่วนที่ชอบก็คือการเปลี่ยนแปลงวิธีเล่าเนื้อเรื่องใหม่และการเล่นแบบ ใหม่ และไม่ชอบคือสปีดและวิธีการเล่นบางจุดที่อาจจะสร้างความน่าเบื่อได้ ค่อนข้างเหมาะกับคนที่เป็นแฟนซีรี่ส์นี้มาแล้วมากกว่าผู้เล่นหน้าใหม่ที่คาด หวังจะมาเจอเกมชู้ตติ้งอาเขตแบบที่เคยเห็นกัน แต่อย่างน้อยก็ทำได้ดีกว่าภาคก่อนแทบทุกจุด ถ้าไม่คิดอะไรมากลองหยิบมาเล่นกันดูก็สร้างความบันเทิงได้ระดับนึงเลยนะ